เปิดราคาไทย Samsung Galaxy Note20 และ Note20 Ultra พร้อมโปรโมชัน Pre-Order

หลังจากที่ Galaxy Note20 Series มือถือเรือธงแห่งปีจากซัมซุงและอุปกรณ์อื่นๆ เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อคืนนี้ สิ่งที่ต้องตามมาแบบติดๆ ก็คือ ราคาวางจำหน่ายในไทย พร้อมโปรโมชัน Pre-Order สั่งซื้อก่อนใคร มาดูกันว่าราคาจะถูกใจแฟนๆ และคุณผู้อ่านกันหรือไม่
ราคาไทย Samsung Galaxy Note20 และ Note20 Ultra

Samsung Galaxy Note20 รุ่น 4G/256GB ราคา 29,900 บาท
Samsung Galaxy Note20 รุ่น 5G/256GB ราคา 33,900 บาท
Samsung Galaxy Note20 Ultra รุ่น 4G LTE/256GB ราคา 38,990 บาท
Samsung Galaxy Note20 Ultra รุ่น 4G LTE/512GB ราคา 42,990 บาท
Samsung Galaxy Note20 Ultra รุ่น 5G/256GB ราคา 42,990 บาท
Samsung Galaxy Note20 Ultra รุ่น 5G/512GB ราคา 46,990 บาท
โดย Galaxy Note20 และ Galaxy Note20 Ultra ทุกรุ่นสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 18 สิงหาคม 2563 และเริ่มส่งมอบเครื่องตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป
โปรโมชัน Samsung Galaxy Note20 และ Note20 Ultra จาก Samsung
เริ่มต้นด้วยโปรโมชัน Pre-Order บนเว็บไซต์ samsung.com/th ซึ่งจะมีให้เลือกว่าจะรับโปรโมชันอัปเกรดรุ่น 256GB เป็น 512GB หรือเลือกรับของแถม โดยสามารถผ่อนชำระได้สูงสุด 36 เดือนผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และโปรเครดิตเงินคืน และยังมีข้อเสนอพิเศษ แลกซื้อหูฟังไร้สาย Galaxy Buds Live และอื่นๆ ได้อีกด้วย
https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-note20/buy/
โปรโมชัน Samsung Galaxy Note20 และ Note20 Ultra จาก AIS
โปรโมชัน Pre-Order Galaxy Note20 Series จาก AIS เริ่มต้นที่ 15,900 บาท พร้อมรับสิทธิ์ฟรี YouTube Premium ไม่มีโฆษณา และ AIS Play Family พร้อมรับส่วนลด 18,500 บาท (จ่ายมัดจำ 2,000 บาท) ผ่อนชำระสูงสุด 36 เดือน ตามเงื่อนไขและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รับเครื่องตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมเป็นต้นไป

เริ่มต้นด้วยโปรโมชันสำหรับลูกค้า Serenade รายเดือนที่มีอายุการใช้งาน 1 ปีขึ้นไป ไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า เมื่อใช้หรือสมัครแพ็กเกจที่ตามกำหนด และรับสิทธิพิเศษจาก Galaxy Butlet X ทันทีเมื่อสมัครแพ็กเกจ 1,099 บาทขึ้นไปเมื่อซื้อเครื่อง (จ่ายมัดจำ 2,000 บาทเพื่อรับเครื่องที่ AIS Shop จ่ายเต็มจำนวนหากต้องการให้ส่งเครื่องถึงบ้าน)

โปรโมชัน AIS Best Buy รับส่วนลดสูงสุด 14,000 บาท เมื่อลูกค้า AIS รายเดือน อายุการใช้งาน 1 เดือน เมื่อใช้หรือสมัครแพ็กเกจตามกำหนด โดยไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า (จ่ายมัดจำ 2,000 บาทเพื่อรับเครื่องที่ AIS Shop จ่ายเต็มจำนวนหากต้องการให้ส่งเครื่องถึงบ้าน)

โปรโมชัน AIS Hot Deal รับส่วนลดสูงสุด 14,000 บาท สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ ลูกค้าเติมเงินเปลี่ยนเป็นรายเดือน ลูกค้ารายเดือนปัจจุบัน ส่วนลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดเพิ่ม 2,000 บาทเมื่อสมัครแพ็กเกจ 1,499 บาทขึ้นไป และรับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจ 899-1,399 บาท (จ่ายมัดจำ 2,000 บาทเพื่อรับเครื่องที่ AIS Shop จ่ายเต็มจำนวนหากต้องการให้ส่งเครื่องถึงบ้าน)

ส่วนลูกค้า AIS ที่ต้องการเครื่องเปล่า และสั่งจองผ่าน AIS Online Store รับสิทธิ์อัปเกรดเป็นรุ่น 5G สำหรับ Galaxy Note20 และอัปเกรดจากรุ่น 256GB เป็น 512GB สำหรับ Galaxy Note20 Ultra หากเลือกไปรับสินค้าที่ AIS Shop จะได้รับของที่ระลึกสุดพิเศษอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยโปรโมชันบัตรเครดิต ผ่อน 0% สูงสุด 36 เดือน พร้อมโปรเครดิตเงินคืนตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท

โปรโมชัน Samsung Galaxy Note20 และ Note20 Ultra จาก dtac
โปรโมชันจาก dtac ก็ถือว่าร้อนแรงไม่แพ้กัน ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 14,900 บาท จาก Galaxy Note20 รุ่นเริ่มต้นที่ 29,990 บาท ซึ่งมีให้ทั้งโปร Platinum Blue Member โปรโมชันสำหรับลูกค้าดีแทครายเดือนและอื่นๆ สามารถเลือกไปรับที่ dtac shop, สั่งจองออนไลน์รับสินค้าที่บ้าน และยังมีบริการย้ายค่ายออนไลน์เพื่อรับส่วนลดเพิ่ม 1,500 บาท พร้อมสิทธิอัปเกรดจาก 256GB รวมถึงโค้ดและซื้อหูฟังไร้สายจากซัมซุง

โปรโมชันสำหรับลูกค้า Platinum Blue Member จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา ที่มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป ไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า เริ่มต้น 14,900 บาท เพียงสมัครแพ็กเกจ 1499 หรือจะเริ่มต้นที่แพ็กเกจ 699 ก็ได้ แต่ก็จะได้ส่วนลดที่แตกต่างออกไป กดเช็คสิทธิ์ได้ที่ *800*108# โทรออก

ส่วนลูกค้าดัแทครายเดือนที่มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป ก็ไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้าเช่นกัน สามารถเลือกสมัครแพ็กเกจตามตารางได้เลย

โปรโมชันดีแทคใจดี สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ ลูกค้าเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน ลูกค้ารายเดือนปัจจุบัน ก็มีโปรพิเศษมอบให้เช่นกัน แต่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า เริ่มต้น 1,000 บาท ส่วนลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดเพิ่ม 1,500 บาท

ส่วนลูกค้าที่ต้องการเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา ดีแทคมีโปรโมชันสำหรับลูกค้า Platinum Blue Member ลดทันที 2,000 บาท สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดา มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป และมีสถานะ Platinum Blue Member ก่อนวันที่ 6 สิงหาคม 2563 สามารถเช็คสิทธิ์ได้ที่ *800*109# โทรออก

และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าดีแทค Platinum Blue Member และ Gold Member จะได้รับบริการ Galaxy Butler X บริการรับ-ส่งเครื่องซ่อมถึงบ้านฟรี พร้อมรับส่วนลดค่าซ่อม 50% สูงสุด 5,000 บาท

โปรโมชัน Samsung Galaxy Note20 และ Note20 Ultra จาก TrueMove H
โปรโมชันจาก TrueMove H นั้นถือว่ามีให้เลือกมากมาย ทั้งสำหรับลูกค้า True Card ลูกค้าที่ต้องการซื้อเครื่องเปล่า แพ็กเกจไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า เริ่มต้นที่ 9,400 บาทซึ่งราคาเริ่มต้นถูกที่สุดใน 3 โอเปอเรเตอร์ (*สำหรับลูกค้าทรูแบล็คที่ใช้ทรูพอยท์ 5,000 คะแนน) แน่นอนว่าต้องมีส่วนลด ของแถม สิทธิพิเศษถึงใจแน่นอน

สิทธิพิเศษที่ได้รับเมื่อสั่งจองเครื่อง Galaxy Note20 และ Galaxy Note20 Ultra ทั้งสิทธิประโยชน์จากทรูแบล็ค, ดูบอลทรูพรีเมียร์ลีคผ่าน True ID ฟรี 10 เดือน, รับเน็ตดู Netflix ฟรี 12 เดือน, ผ่อน 0% นานสูงสุด 48 เดือน ตามเงื่อนไขของบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ, รับสิทธิพิเศษซื้อ Gadget และ Accessories และอื่นๆ อีกมากที่เรียกได้ว่าคุ้มเกินคุ้มเลยทีเดียว

โปรโมชัน Galaxy Note20 และ Note20 Ultra สำหรับลูกค้าทรูแบล็ค
รุ่น
ความจุ
ราคาเครื่องเปล่า
ราคาพิเศษ
แพ็กเกจ
ชำระล่วงหน้า
Galaxy Note20 LTE
256GB
29,900 บาท
15,900 บาท18,900 บาท21,900 บาท23,900 บาท25,900 บาท
Super Save 1899 ขึ้นไปSuper Save 1499 ขึ้นไปSuper Save 1299 ขึ้นไปSuper Save 1099 ขึ้นไปSuper Save 899 ขึ้นไป 
6,420 บาท5,350 บาท3,745 บาท3,210 บาท2,140 บาท
Galaxy Note20 5G
256GB
33,990 บาท
19,900 บาท22,900 บาท25,900 บาท27,900 บาท29,900 บาท
4G+ Max Speed Unlimited 1899 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited  1499 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1299 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1099 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 899 ขึ้นไป
6,420 บาท5,350 บาท3,745 บาท3,210 บาท2,140 บาท
GalaxyNote20 UltraLTE
256GB512GB
38,900 บาท
24,900 บาท27,900 บาท30,900 บาท32,900 บาท34,900 บาท
Super Save 1899 ขึ้นไปSuper Save 1499 ขึ้นไปSuper Save 1299 ขึ้นไปSuper Save 1099 ขึ้นไปSuper Save 899 ขึ้นไป
6,420 บาท5,350 บาท3,745 บาท3,210 บาท2,140 บาท
GalaxyNote20 UltraLTE
512GB
42,900 บาท
28,900 บาท31,900 บาท34,900 บาท36,900 บาท38,900 บาท
Super Save 1899 ขึ้นไปSuper Save 1499 ขึ้นไปSuper Save 1299 ขึ้นไปSuper Save 1099 ขึ้นไปSuper Save 899 ขึ้นไป
6,420 บาท5,350 บาท3,745 บาท3,210 บาท2,140 บาท
GalaxyNote20 Ultra5G
256GB
42,900 บาท
28,900 บาท31,900 บาท34,900 บาท36,900 บาท38,900 บาท
4G+ Max Speed Unlimited 1899 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited  1499 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1299 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1099 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 899 ขึ้นไป
6,420 บาท5,350 บาท3,745 บาท3,210 บาท2,140 บาท
GalaxyNote20 Ultra5G
512GB
46,900 บาท
32,900 บาท35,900 บาท38,900 บาท40,900 บาท42,900 บาท
4G+ Max Speed Unlimited 1899 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited  1499 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1299 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1099 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 899 ขึ้นไป
6,420 บาท5,350 บาท3,745 บาท3,210 บาท2,140 บาท
โปรโมชัน Galaxy Note20 และ Note20 Ultra สำหรับลูกค้าทรูการ์ด
ใช้ทรูพอยท์ 5,000 ทรูพอยท์ลดราคาเครื่องได้สูงสุด 20,500 บาท ย้ายค่ายเบอร์เดิมรับส่วนลดเพิ่มอีก 2,000 บาท
รุ่น
ความจุ
ราคาเครื่องเปล่า
ราคาพิเศษ
แพ็กเกจ
ชำระล่วงหน้า
Galaxy Note20 LTE
256GB
29,900 บาท
11,400 บาท15,400 บาท18,400 บาท20,400 บาท22,400 บาท
Super Save 1899 ขึ้นไปSuper Save 1499 ขึ้นไปSuper Save 1299 ขึ้นไปSuper Save 1099 ขึ้นไปSuper Save 899 ขึ้นไป 
5,350 บาท4,280 บาท3,745 บาท3,210 บาท3,210 บาท
Galaxy Note20 5G
256GB
33,990 บาท
15,400 บาท19,400 บาท22,400 บาท24,400 บาท26,400 บาท
4G+ Max Speed Unlimited 1899 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited  1499 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1299 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1099 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 899 ขึ้นไป
5,350 บาท4,280 บาท3,745 บาท3,210 บาท3,210 บาท
GalaxyNote20 UltraLTE
256GB
38,900 บาท
20,400 บาท24,400 บาท27,400 บาท29,400 บาท31,400 บาท
Super Save 1899 ขึ้นไปSuper Save 1499 ขึ้นไปSuper Save 1299 ขึ้นไปSuper Save 1099 ขึ้นไปSuper Save 899 ขึ้นไป
5,350 บาท4,280 บาท3,745 บาท3,210 บาท3,210 บาท
GalaxyNote20 UltraLTE
512GB
42,900 บาท
26,900 บาท30,900 บาท33,900 บาท35,900 บาท37,900 บาท
Super Save 1899 ขึ้นไปSuper Save 1499 ขึ้นไปSuper Save 1299 ขึ้นไปSuper Save 1099 ขึ้นไปSuper Save 899 ขึ้นไป
5,350 บาท4,280 บาท3,745 บาท3,210 บาท3,210 บาท
GalaxyNote20 Ultra5G
256GB
42,900 บาท
24,400 บาท28,400 บาท31,400 บาท33,400 บาท35,400 บาท
4G+ Max Speed Unlimited 1899 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited  1499 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1299 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1099 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 899 ขึ้นไป
5,350 บาท4,280 บาท3,745 บาท3,210 บาท3,210 บาท
GalaxyNote20 Ultra5G
512GB
46,900 บาท
30,900 บาท34,900 บาท37,900 บาท39,900 บาท41,900 บาท
4G+ Max Speed Unlimited 1899 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited  1499 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1299 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 1099 ขึ้นไป4G+ Max Speed Unlimited 899 ขึ้นไป
5,350 บาท4,280 บาท3,745 บาท3,210 บาท3,210 บาท
โปรโมชัน Best Deal Best Choice
ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้า TrueMove H รายเดือนที่มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป รับส่วนลดสูงสุด 14,000 บาท ใช้ทรูพอยท์แลกรับส่วนลดเพิ่มอีก 2,000 บาท รวมเป็น 16,000 บาท และไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้าแต่อย่างใด
รุ่น
ความจุ
ราคาเครื่องเปล่า
ราคาพิเศษ
แพ็กเกจ
Galaxy Note20 LTE
256GB
29,900 บาท
15,900 บาท18,900 บาท21,900 บาท23,900 บาท25,900 บาท
1899 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1499 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1299 ขึ้นไป1099 ขึ้นไป899 ขึ้นไป 
Galaxy Note20 5G
256GB
33,990 บาท
19,900 บาท22,900 บาท25,900 บาท27,900 บาท29,900 บาท
1899 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1499 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1299 ขึ้นไป1099 ขึ้นไป899 ขึ้นไป
GalaxyNote20 UltraLTE
256GB
38,900 บาท
24,900 บาท27,900 บาท30,900 บาท32,900 บาท34,900 บาท
1899 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1499 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1299 ขึ้นไป1099 ขึ้นไป899 ขึ้นไป
GalaxyNote20 UltraLTE
512GB
42,900 บาท
28,900 บาท31,900 บาท34,900 บาท36,900 บาท38,900 บาท
1899 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1499 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1299 ขึ้นไป1099 ขึ้นไป899 ขึ้นไป
GalaxyNote20 Ultra5G
256GB
42,900 บาท
28,900 บาท31,900 บาท34,900 บาท36,900 บาท38,900 บาท
1899 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1499 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1299 ขึ้นไป1099 ขึ้นไป899 ขึ้นไป
GalaxyNote20 Ultra5G
512GB
46,900 บาท
32,900 บาท35,900 บาท38,900 บาท40,900 บาท42,900 บาท
1899 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1499 ขึ้นไป รับฟรีทรูการ์ด1299 ขึ้นไป1099 ขึ้นไป899 ขึ้นไป
โปรโมชัน Prepay Smart Value
สำหรับลูกค้าเติมเงินจาก TrueMove H ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าใหม่ ลูกค้าปัจจุบัน ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดสูงสุด 2,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ Buffet Net Plus
รุ่น
ความจุ
ราคาเครื่องเปล่า
ราคาพิเศษ
แพ็กเกจ
Galaxy Note20 LTE
256GB
29,900 บาท
27,900 บาท
Buffet Net Plus 2000
Galaxy Note20 5G
256GB
33,990 บาท
31,900 บาท
Buffet Net Plus 2000
GalaxyNote20 UltraLTE

256GB512GB

38,900 บาท42,900 บาท
36,900 บาท40,900 บาท
Buffet Net Plus 2000
GalaxyNote20 Ultra5G
256GB512GB
42,900 บาท46,900 บาท
40,900 บาท44,900 บาท
Buffet Net Plus 2000
ปิดท้ายด้วยโปรโมชันผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตชั้นนำ ซึ่ง TrueMove H มีบริการผ่อนสำหรับลูกค้า True Wallet อีกด้วย

รายละเอียดโปรโมชัน Samsung Galaxy Note20 และ Galaxy Note20 Ultra ยังมีจากเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์และช่องทางอื่นๆ อีกเพียบ แต่ถ้าใครสนใจโปรจากโอเปอเรเตอร์ที่เป็นลูกค้าหรืออยากจะย้ายค่ายเพื่อให้ได้ส่วนลดเพิ่มเติม ก็สามารถเช็คได้จากราคาแพ็กเกจและส่วนลดก็ได้
ที่มา : www.samsung.com , www.dtac.co.th , booking.truecorp.co.th , www.ais.co.th

Microsoft ยืนยันว่าจะซื้อ TikTok หลังพูดคุยกับ Trump เรื่องการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล

ข่าวเรื่องการ ซื้อขาย TikTok ระหว่าง ByteDance และ Microsoft ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดีหลังจากที่ Satya Nadella CEO ของบริษัท Microsoft ได้ดำเนินการพูดคุยกับ Donald Trump ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาถึงเรื่องการตรวจสอบความปลอดภัยของการใช้ข้อมูล, การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งประโยชน์ต่างๆ ที่ทางอเมริกาจะได้รับหลังการซื้อขายกิจการของ TikTok ให้มาอยู่ในมือของสหรัฐอเมริกาโดยสมบูรณ์
เพราะก่อนหน้านี้ Donald Trump เคยออกมาประกาศว่าจะ แบน TikTok เพราะมันเป็น “แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นในประเทศจีน” ถึงแม้ว่าภายในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่จะไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันนี้ได้ และทางบริษัทจะยืนยันชัดเจนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับรัฐบาลจีน รวมทั้งดำเนินการเก็บข้อมูลของผู้ใช้เอาไว้ในอเมริกาแล้วก็ตาม แต่หลายๆ ประเทศทั่วโลก (รวมทั้งอเมริกา) ก็มองว่ามันเป็นแอปพลิเคชันที่ไม่มีความปลอดภัยด้านข้อมูลของผู้ใช้ และกังวลว่าข้อมูลอาจรั่วไหลไปถึงรัฐบาลจีนได้อยู่ดี เพราะบริษัท ByteDance ที่เป็นบริษัทแม่ของ TikTok นั้นตั้งอยู่ที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ที่ง่ายต่อการแทรกแซงของรัฐบาลได้นั่นเอง

ซึ่งหลังจากการพูดคุยกันของทั้งคู่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทาง Microsoft ก็ย้ำชัดว่าจะยังไม่มีการพูดคุยตกลงกับ ByteDance เพิ่มเติมในช่วงนี้ และจะดำเนินการตกลงกันอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 15 กันยายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งในระหว่างนี้ทางบริษัทก็จะโน้มน้าวพูดคุยกับรัฐบาลและประธานาธิบดีอีกครั้ง
ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นการเปลี่ยนมือการดูแลแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง TikTok กันในเร็วๆ นี้ และหากการซื้อขายของทั้ง 2 บริษัทนี้เป็นไปด้วยดี รัฐบาลอินเดียอาจยกเลิกการแบนแอปพลิเคชันนี้ก็เป็นได้ นอกจากนี้ ทาง Microsoft ยังระบุอีกว่าได้วางแผนจะขยายขอบเขตการลงทุนไปยังแคนาดา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และพื้นที่อื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย
ที่มา : mashable.com , blogs.microsoft.com , www.engadget.com

ออกแบบการศึกษาให้เด็กไทยเรียนรู้อย่างไร เมื่อโฉมหน้าห้องเรียนหลังโควิด-19 เปลี่ยนไป

ถึงแม้โรงเรียนจะกลับมาเปิดเทอมแล้วก็ตาม แต่รูปแบบการเรียนใหม่ ที่เด็กไทยต้องพบเจอในช่วงยุคหลังโควิด-19 หรือยุค New Normal ยังคงส่งผลกระทบกับการศึกษาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ยังไม่คุ้นเคย หรือมาตรการต่างๆ จากภาครัฐที่มีความเข้มงวด แต่ไม่ตอบโจทย์ ทำให้หลายฝ่ายต้องพยายามก้าวตามความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ทัน 

วันนี้จึงมีการจัดงานเสวนา STARTDEE EDUCATION FORUM ที่น่าสนใจในเรื่องของการแก้ปัญหาการศึกษาออนไลน์ โดยมีเจ้าภาพเป็น StartDee สตาร์ทอัพผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียนออนไลน์เพื่อเด็กไทย และได้รับเกียรติจากบุคลากรด้านการศึกษาจากหลายฝ่าย รวมถึงตัวแทนจากผู้ปกครองที่เข้ามาช่วยตกผลึก และหาคำตอบว่า “เมื่อโฉมหน้าห้องเรียนหลังเปิดเทอมเปลี่ยนไป จะออกแบบการศึกษาอย่างไร ให้เด็กไทยเรียนรู้ได้อย่างไร้รอยต่อ” 

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ก่อตั้ง StartDee กล่าวว่า แอปพลิเคชัน StartDee วางตัวเป็นแอปที่ช่วยสังคมในเรื่องของการนำเทคโนโลยีด้านการศึกษาเข้ามาช่วยพัฒนาระบบการศึกษาของไทย ไม่ได้เข้ามาทดแทน และการเรียนการสอนผ่านแพลตฟอร์ม StartDee จะสอดแทรกไปด้วยกุญแจสำคัญที่ส่งเสริมให้เด็กตื่นตัวกับการศึกษาออนไลน์ในยุค New Normal
ซึ่งแอปพลิเคชัน StartDee ได้รับการเปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ทั้งระบบ iOS และ Android รวมกันแล้วมากกว่า 150,000 ครั้ง ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาได้มีการปล่อยให้นักเรียนเข้ามาใช้ฟรี 

ภายในแอปพลิเคชันประกอบไปด้วยสื่อการเรียนการสอนที่มีการชูแนวคิด “TURN TECH TO TEACHER” นำเทคโนโลยีมาเสริมกับหลักสูตรทั้ง 7 วิชาที่ช่วยให้การเรียนไม่น่าเบื่อ และเด็กมีความตื่นตัวมากขึ้น หรือมีความน่าสนใจมากขึ้นผ่านการเรียนออนไลน์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 อย่างคือ 
T – Teaching (เนื้อหาการสอน) บริการบทเรียนคุณภาพ ที่ให้ความรู้อย่างครอบคลุมทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิตที่จำเป็น
E – Experience (ประสบการณ์การเรียน) สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุก ด้วยคลิปวิดีโอการสอนที่สั้นกระชับ เข้าใจง่าย มีเกมให้เล่น เก็บแต้มรางวัลจากการตอบคำถามเชิงวิชาการและนำมาพัฒนาตัวละครในเกม หรือมีบอร์ดพูดคุยสำหรับนักเรียน
C – Classroom (ตัวช่วยครูในห้องเรียน) เพิ่มประสิทธิภาพให้ครูได้มีช่องทางในการสอน หรือสามารถปรับรูปแบบการสอนได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน
H – Handmade / Personalized (เฉพาะบุคคล) การเรียนรู้ออกแบบได้ด้วย เทคโนโลยีที่จดจำข้อมูลการใช้งานของนักเรียน และมีการแนะนำเนื้อหาใหม่ๆ ให้นักเรียนเหมือน Netflix ที่แนะนำหนังที่คล้ายกับเรื่องที่เคยดูมาก่อน
จุดมุ่งหมายของแอปพลิเคชัน STARTDEE ต้องการขยายให้เข้าถึงได้ง่ายกับทุกคน เรียนผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งได้รับความร่วมมือกับ AIS ในการแจกซิมเฉพาะให้ฟรีด้วย เพื่อให้เด็กทั่วประเทศสามารถขอรับไปใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต และยังร่วมมือกับบริษัทที่สนใจช่วยเหลือด้านการศึกษาอย่าง Garena และ Taejai ในการมอบทุนการศึกษา เพื่อสร้างความเท่าเทียม และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่นำมาพัฒนาให้ตอบโจทย์กับผู้เรียนมากขึ้นอยู่เสมอ

นอกจากนี้ STARTDEE ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องไปกับประสบการเรียนออนไลน์ และออฟไลน์ โดยไม่มุ่งหวังให้มาแทนที่ระบบเดิม แต่ต้องการให้เด็กไทยเดินหน้าได้อย่างไร้รอยต่อ และเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดความตั้งใจเมื่อเรียนผ่านออนไลน์ หรือความน่าเบื่อที่ไม้ได้พบเจอเพื่อน หรืออาจารย์ ซึ่งได้วางแนวทางการเรียนออนไลน์ไว้ 3 อย่างคือ
“จูงใจ” ด้วยเกมที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้การเรียนการสอนผ่านออนไลน์ มีความน่าสนใจมากขึ้น และจากผลการทดสอบจากการใช้งานที่ผ่านมาของเด็กนักเรียนที่ได้ลองใช้งานแอปพลิเคชัน StartDee ทำให้พบว่านักเรียนที่ใช้งานมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นในอัตรา 72 % จากการที่มีเกมอยู่ในแพลตฟอร์ม ให้นั
“จดจ่อ” ในที่นี้ คือการออกแบบให้เด็กสามารถจดจ่อกับสื่อการสอนออนไลน์ได้ตลอดเวลา เพราะพฤติกรรมเด็กที่รับชมวิดีโอการสอนวิชาต่างๆ ปกติถ้าคลิปมีความยาวน้อย เด็กจะมีโอกาสดูจนจบได้มากกว่าคลิปที่มีความยาวเกิน 6 นาทีขึ้นไป หรือไปจนถึง 10 นาที ซึ่งเกินกว่าครึ่งที่เด็กดูไม่จบ
“จดจำ” โดยออกแบบให้เด็กสามารถเข้ามาเรียนและจดจำเนื้อหาได้ง่าย ด้วยการสอนผ่าน Story-telling หรือเล่าเรื่องบทบาทสมมติที่สอดคล้องกับเนื้อหา หรือทำแอนิเมชันที่ช่วยให้การเรียนลื่นไหล และง่ายต่อการจดจำ ซึ่งมีอยู่ในแอปพลิเคชัน StartDee 

นอกจากตัวแอปพลิเคชันที่วางแนวทางไว้อย่างน่าสนใจแล้ว นายทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล นักวิชาการด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยังได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจด้วยว่าสิ่งหนึ่งที่ประเทศเราประสบอยู่คือข้อจำกัดเรื่องความไม่พร้อมในการเรียนออนไลน์ ทั้งฝ่ายนักเรียนที่อยู่แดนไกลไม่มีโทรศัพท์ บุคลากรอาจารย์ที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยี หรือมาตรการของรัฐบาลที่เข้มงวดเกินไปและไม่ตอบโจทย์ ซึ่งทุกภาคส่วนล้วนต้องปรับตัวและมองหาแนวทางใหม่ อย่างเช่นการเปิดโอกาสให้มีการออกแบบการสอนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น หรือแจกซิมช่วยเด็กสำหรับเรียนออนไลน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีบุคคลากรอีกมากมายที่ร่วมเสวนาในหัวข้อเดียวกัน อาทิ ครูร่มเกล้า ช้างน้อย อาจารย์สอนคณิตศาสตร์จาโรงเรียนวัดดุสิตาราม, นายเมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ ผู้ก่อตั้ง Base Playhouse โรงเรียนแนวใหม่ที่ให้เด็กทุนคนได้เติบโตและเก่งในแบบของตัวเอง และสุดท้ายคือ นางกัญญาภัค บุญแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด 

 

 

ภาพกิจกรรมในงานที่ เปิดโอกาสให้นักเรียนเขียนความรู้สึก และความคาดหวังที่จะให้ระบบการศึกษาของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
นับว่าเป็นความท้าทายอยู่พอสมควร ไม่ใช่เพียงเฉพาะเด็กนักเรียน แต่รวมไปถึงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน โรงเรียน ครู รวมไปถึงผู้ปกครอง ในการที่จะปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาโลกยุคใหม่ พร้อมใช้เทคโนโลยีทาวการศึกษาเป็นตัวช่วย เพื่อให้เกิดประโยชน์

AIS Fibre ยกทัพสุดยอดนวัตกรรม อัปเกรดเน็ตบ้านเพื่อคนไทยในยุค New Normal

AIS Fibre ยกทัพสุดยอดนวัตกรรม อัปเกรดเน็ตบ้านเพื่อคนไทย ยุค New Normal ร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์กับ APPLE TV และ Samsung Smart TV จัดเต็มคอนเทนต์ดังระดับโลก
AIS Fibre ผู้นำนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์คุณภาพอันดับ 1 ของไทย เดินหน้า อัปเกรดประสบการณ์เน็ตบ้านเหนือระดับเพื่อคนไทย ปักหมุด ขยายพื้นที่ให้บริการ AIS Fibre ครอบคลุม 77 จังหวัดแล้ววันนี้ เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ เขย่าวงการเน็ตบ้านยุค New Normal ใน 3 หัวใจหลัก ได้แก่
เร็วกว่า ด้วยศักยภาพเครือข่ายที่แตกต่างและดีที่สุด การันตีด้วยรางวัลระดับโลก Ookla Award มาพร้อมเทคโนโลยี Wi-Fi 6 ตอบโจทย์การใช้งานสมาร์ทดีไวซ์รุ่นใหม่ ซึ่งรองรับ Wi-Fi 6 และเป็นที่นิยมในตลาด
ดีกว่า ด้วยประสบการณ์บันเทิงระดับโลกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เปิดมิติใหม่ของการรับชมคอนเทนต์จาก AIS PLAY บน Apple TV กล่องทีวีที่ดีที่สุดในโลก และบน Samsung Smart TV สุดยอดแบรนด์ดังระดับโลก แบบไม่ต้องมีกล่องเพิ่ม ครบเครื่องกับคอนเทนต์ปังๆ มากมาย อาทิ กีฬาฟุตบอลลีกยุโรปจาก beIN Sports
ง่ายกว่า ให้ลูกค้าปรับสลับสปีดอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง และมั่นใจได้ว่าสัญญาณดี ครอบคลุมทั้งบ้านตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง ด้วยมาตรฐานงานบริการของช่างและอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมา โดยคำนึงถึงคุณภาพที่ลูกค้าต้องได้รับบริการที่ดีที่สุดและสะดวกสบายที่สุด

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “กว่า 3 เดือนที่ผ่านมาในช่วงสถานการณ์โควิด คนไทยปรับตัวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลแบบฉับพลัน เน็ตบ้านกลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับไฟฟ้าและประปา ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้ง Work From Home, Learn from Home, การรับชมคอนเทนต์สาระบันเทิงต่างๆ รวมถึง การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ฯลฯ ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นและเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้งานเน็ตบ้านของคนไทย วันนี้ เราจึงได้พัฒนานวัตกรรมและบริการไปอีกขั้น เพื่อยกระดับประสบการณ์ใช้งานเน็ตบ้านที่ดียิ่งกว่าให้กับคนไทย”
อัปเกรดสู่เทคโนโลยีที่ดีที่สุด
AIS Fibre ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนานวัตกรรมเครือข่าย เพื่อรักษาคุณภาพเน็ตบ้านอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ได้รับรางวัลเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านที่เร็วที่สุดในประเทศไทย (Thailand’s Fastest Fixed Network) จาก Ookla® Speedtest® ในปี 2019 และล่าสุด เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ ที่ใช้สมาร์ทดีไวซ์ที่รองรับ Wi-Fi 6 ให้ได้สัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่นี้อย่างเต็มประสิทธิภาพของอุปกรณ์
https://www.ais.co.th/fibre/branding/
เราจึงคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์เสริมหนึ่งเดียวในไทย “AIS Fibre WiFi6 Upgrade Kit” ช่วยอัปเกรดเครือข่าย Wi-Fi ในบ้านให้สปีดสูงขึ้น ใช้งานไม่มีสะดุด และช่วยลดสัญญาณรบกวน โดยลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ สามารถอัปเกรดเราเตอร์เป็น Wi-Fi 6 ได้ง่ายๆ เพียงชำระค่าอุปกรณ์เสริม AIS Fibre WiFi6 Upgrade Kit 1,490 บาท พร้อมรับเงินคืนเต็มจำนวน (โดยลูกค้าจะได้รับเงินค่าสินค้าคืนเป็นส่วนลดค่าบริการรายเดือน จำนวน 100 บาท นาน 15 รอบบิล)

มากไปกว่านั้น เมื่อใช้อุปกรณ์เสริม “AIS Fibre WiFi6 Upgrade Kit” คู่กับเราเตอร์ AIS Fibre SuperMESH WiFi จะมอบคุณสมบัติโดดเด่นยิ่งกว่า ได้แก่ 1. ให้สปีดเร็วแรงถึง 1 Gbps บน WiFi เมื่อใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับ 2. สามารถทำสปีด Wi-Fi ได้ดีขึ้น เมื่อใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโนโลยีใหม่ Wi-Fi 6 3. รองรับเทคโนโลยี Mesh Wi-Fi และ 4. รองรับเทคโนโลยี 4×4 MU-MIMO ซึ่งจะช่วยกระจายสัญญาณให้เร็วแรง และครอบคลุมสม่ำเสมอทั่วทุกมุมในบ้าน จึงเป็นเน็ตบ้านที่พร้อมรองรับการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ Wi-Fi 6 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ได้เราเตอร์ที่ดีที่สุดในไทยเป็น AIS Fibre SuperMESH WiFi ที่มี Wi-Fi 6 ไปด้วย
หมายเหตุ สมาร์ทดีไวซ์รุ่นใหม่ที่รองรับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 ได้แก่ iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max, Samsung Galaxy Note 10, Samsung Galaxy Note 10+, Samsung Galaxy S10, Samsung Galaxy S10+, Samsung Galaxy Fold, Samsung Galaxy S20, Samsung Galaxy S20+, Samsung Galaxy S20 Ultra 5G, OPPO Reno 3 และ Vivo NEX 3 5G
อัปเกรดสู่ความบันเทิงที่ดีที่สุด
ไม่เพียงแต่ด้านคุณภาพเครือข่ายที่เอไอเอส ไฟเบอร์ พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เรายังให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์คอนเทนต์บันเทิงที่ดีที่สุดให้ลูกค้าเสมอ โดยวันนี้ ได้ร่วมมือเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์กับ Apple TV เปิดมิติใหม่ของการรับชมคอนเทนต์ของ AIS PLAY บน Apple TV 4K กล่องทีวีที่ดีที่สุดในโลก ประสิทธิภาพสูงที่สุดในตลาด ให้ลูกค้าสนุกเต็มอิ่มกับคอนเทนต์ระดับพรีเมี่ยมจาก Apple TV พร้อมรับชมช่องทีวีดิจิทัลและคอนเทนต์ปังๆ จาก AIS PLAY อีกด้วย โดยจัดโปรแรง ลูกค้าเอไอเอสไฟเบอร์ รับสิทธิ์ซื้อ Apple TV 4K ราคาพิเศษ ลด 30% สำหรับลูกค้าที่ใช้แพ็กเกจ AIS Fibre ขั้นต่ำ 699 บาท โดยจะได้รับเพิ่มส่วนลดค่าบริการรายเดือน เดือนละ 150 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 1,800 บาท
https://www.ais.co.th/fibre/branding/
พร้อมขยายความร่วมมือที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น ให้รับชมคอนเทนต์ของ AIS PLAY ผ่าน Samsung Smart TV สุดยอดเทคโนโลยีทีวีระดับโลก แบบไม่ต้องมีกล่องเพิ่มเติม ตอบสนองไลฟ์สไตล์มัลติดีไวซ์ของคนในยุคปัจจุบัน โดยลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอป AIS PLAY ได้ที่ Samsung App Store บนหน้าจอทีวีของคุณเอง โดยอัปเกรดพร้อมใช้งานได้ สำหรับสมาร์ททีวี รุ่นปี 2017 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ ยังได้รับชมคอนเทนต์กีฬาระดับโลก จาก beIN Sports กับ 4 ศึกยักษ์ใหญ่แห่งทวีปยุโรปที่กลับมาดวลแข้งในช่วงโค้งสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นศึกเอฟเอคัพ อังกฤษ รอบ 4 ทีมสุดท้าย และรอบชิงชนะเลิศ, ลา ลีกา สเปน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และตุรกี ซุปเปอร์ลีก รวมถึง ไฮไลท์ช่องใหม่จาก AIS PLAY กับสารคดียอดนิยมจากช่อง Discovery และ Animal Planet สำหรับแพ็กเกจ PLAY Premium และ PLAY Premium Plus
อัพเกรดสู่งานบริการที่ดีที่สุด
หน้าที่สำคัญอีกอย่างของเราคือ การพัฒนานวัตกรรม ฟีเจอร์ และงานบริการรูปแบบใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น เทคโนโลยี Speed Toggle รายแรกในไทย ที่ช่วยให้ลูกค้าปรับสปีดอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม. เพื่อตอบโจทย์การใช้งานรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งทำงาน สตรีมหนัง เกมออนไลน์ ไลฟ์ขายของออนไลน์ โดยปัจจุบัน มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 2 แสนครั้ง โดยฟังก์ชั่นยอดนิยม ได้แก่ Overdrive Download การนำความเร็วอัปโหลดกับดาวน์โหลดมารวมกัน ทำให้สามารถดาวน์โหลดได้เร็วกว่าความเร็วในแพ็คเกจ และ Symmetry ความเร็วดาวน์โหลดและความเร็วอัปโหลดเท่ากัน ที่มียอดการใช้งานมากกว่า 30% โดยลูกค้าสามารถใช้งานง่ายๆ ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ AIS Fibre LINE Connect และผ่าน www.myaisfibre.com เมื่อจับสัญญาณ Wi-Fi ที่บ้าน
https://www.ais.co.th/fibre/branding/
นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับคุณภาพสัญญาน WiFi ต้องครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ลูกค้าต้องการใช้งาน ตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง เราจึงตั้งใจออกแบบบริการ การเข้าติดตั้งของช่าง รวมถึง ออกแบบอุปกรณ์เราเตอร์ให้เป็นรุ่นเดียวกันเพื่อให้ง่ายต่อการ Pairing อุปกรณ์ Mesh Wi-Fi ตัวแม่กับตัวลูก เพียงแค่กดปุ่ม ก็ต่อเชื่อมได้อย่างสะดวก ง่าย และรวดเร็วในการติดตั้ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเพิ่มบริการติดตั้ง SuperMESH WiFi Router ได้ทันที ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการที่เหนือระดับยิ่งกว่า โดยการดูแลของช่างมืออาชีพแบบ One Stop Service
เอไอเอส ไฟเบอร์ ในฐานะผู้นำนวัตกรรมเน็ตบ้าน เราเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรมเครือข่าย และงานบริการ ตลอดจนการนำเสนอแพ็กเกจที่มีคุณภาพและคุ้มค่าที่สุด รวมถึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ด้วยคอนเทนต์ความบันเทิงระดับโลก จากความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่พร้อมอัปเกรดประสบการณ์ใช้งานเน็ตบ้านที่แตกต่างและดีที่สุดให้กับคนไทยเสมอ” นายศรัณย์ กล่าวสรุป
ที่มา : www.ais.co.th

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Dell Technologies ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สายคอมเมอร์เชียลประกอบไปด้วยไฺฮไลท์ อย่างแล็ปท็อป Latitude และ Precision รวมถึงระบบ AI ซึ่งเจ้า AI ตัวนี้จะช่วยเข้ามาตอบโจทย์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ต้องการพลังอันเปี่ยมล้น เพื่อตอบสนองความเคลื่อนไหวในกระแสธุรกิจอย่างทรงพลัง รวดเร็ว และเปี่ยมประสิทธิภาพ
โดย Dell ได้วางแนวทางสินค้าใหม่ๆ ของปีนี้ให้มีความเปลี่ยนแปลง 3 อย่างคือ
มีระบบประมวลผลที่จะเปลี่ยนไปใช้ CPU 10th Gen ทั้งหมด
เป็นโน้ตบุ๊คที่ใช้งานได้แบบ 2 in 1 เช่นมีระบบ Touch Sceen ทุกรุ่น
ใส่ระบบ Machine learning หรือ AI
ระบบ AI สุดฉลาด Dell Optimizer เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งาน
Dell ประกาศว่าสินค้าของ Dell อย่างโน้ตบุ๊คทุกรุ่นในปีนี้จะมีการฝัง Machine Learning AI เข้าไปด้วย ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ ชื่อว่า Dell Optimizer สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งานได้ และเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้นใน 4 มิติ ประกอบไปด้วย

ExpressSign-in (Proximity Sensor) ระบบช่วยล็อกอินเข้าสู่ระบบด้วย Face ID พร้อมเข้าทำงานทุกครั้งที่ผู้ใช้งานนั่งอยู่หน้าโต๊ะ สามารถล็อกอินให้อัตโนมัติเมื่อตรวจจับ Face ID ของผู้ใช้ ขณะที่เมื่อลุกออกจากที่ระบบจะดาวน์หน้าจอให้อัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน
ExpressResponse (Application) เรียนรู้ว่าผู้ใช้งานมีการใช้แอปพลิเคชันใดบ่อยและทำการจัด Priority ให้ใช้งานง่าย เชื่อมต่อและสมูทขึ้น 40 %
ExpressCharge (Power) ปรับแต่งการทำงานของแบตเตอรี่ เช่นชาร์จไฟได้เร็วขึ้น ปรับการใช้งานแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
Intelligent Audio (Audio) ปรับแต่งระบบเสียง มีเซ็นเซอร์บนฝา 4 จุด ช่วยให้ตัดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม เวลาเข้าประชุมอยู่จะช่วยตัดเสียงรบกวนต่างๆ 
สินค้าของ Dell ที่มีฟังก์ชัน AI Dell Optimizer
Latitude 9510 แล็ปท็อปสายธุรกิจ
ต่อไปเป็นสินค้าไฮไลท์วันนี้คือ Latitude 9510 ที่เป็นโน้ตบุ๊กธุรกิจใหม่อีกตัว Built-in AI มีความฉลาดในตัวและรองรับ 5G ซึ่งได้รับรางวัลในงาน Consumer Electronics Show 2020 (CES) มาพร้อมกับหน้าจอ 15 นิ้วน้ำหนักเบาแค่ 1.45 กิโลกรัมสำหรับรุ่นปกติ แต่รุ่น 2-in-1 มีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม
สเปคมาพร้อมกับซีพียู Core 10th Gen แรมสูงสุด 16GB, รองรับ Wi-Fi 6 AX200 และสามารถเลือกคอนฟิกใส่โมเด็มได้ทั้ง 4G LTE และ 5G ด้วย ส่วนแบตเตอรี่สามารถอยู่ได้ 14 ชั่วโมง

นอกจากนี้ Dell ยังมีการกล่าวถึงสินค้าอื่นๆ ที่จะเปิดตัวพร้อมกันอีกมากมาย ซึ่งจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์สาย Business ทำให้การทำงานในยุค New Normal สะดวกมากยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วยสินค้าต่อไปนี้
Precision แล็ปท็อป Mobile Workstation 

Precision 5750 สเปค หน้าจอ 17 นิ้ว ซีพียู Core i5-10400H (มีอีกหลายตัวเลือก) จีพียูสูงสุดถึง Nvidia Quadro RTX 3000 แรม SODIMM สูงสุด 64 GB DDR4 2,666 MHz, SSD M.2 2280 สองช่อง
Precision 5550 สเปค หน้าจอ 15 นิ้ว ซีพียู Core-i5-10400H (มีอีกหลายตัวเลือก) จีพียูสูงสุดถึง Nvidia Quadro T2000 แรม SDRAM สูงสุด 64 GB DDR4 2,933MHz, SSD M.2 2280 สองช่อง 
หน้าจอ Monitor

Accessory

Facebook นำบริการ subscription และสกุลเงิน Star เข้าไทยช่วยเพจสร้างรายได้จากแฟนคลับ

Facebook ประกาศขยายบริการ fan subscriptions เพิ่มออกไปอีกหลายประเทศทั้ง ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, เม็กซิโก และประเทศไทย เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้แบบใหม่ของเหล่าสตรีมเมอร์ หรือเพจบน Facebook
ก่อนหน้านี้บริการ fan subscriptions ถูกเปิดตัวครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) โดยแฟนๆ จะต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเป็นจำนวนเงิน 4.99 เหรียญสหรัฐ เพื่อรับชมคอนเทนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และได้รับ badge หรูๆ มาติดไว้เป็นเครื่องหมายพิเศษบนโปรไฟล์ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็หมายถึงการสนับสนุนเพจที่เรารักด้วย
สำหรับเพจหรือสตรีมเมอร์ทั้งหลาย ที่สนใจจะสมัครสร้างรายได้ผ่านบริการ subscriptions นั้นจะต้องผ่านเงื่อนไขมียอดผู้ติดตาม 10,000 คนขึ้นไปก่อน หรือมียอด Return Viewers คนที่ย้อนกลับมาดูวิดีโอเป็นประจำตั้งแต่ 250 คนขึ้นไป นอกจากนี้โพสต์ต่างๆ ในช่วง 60 วันที่ผ่านมาจะต้องมียอด Engagements รวมกัน 50,000 ครั้งขึ้นไป และมียอดวิวรวมกันทุกคอนเทนต์ตั้งแต่ 180,000 นาทีขึ้นไป โดย Facebook จะหักค่าส่วนต่าง subscriptions ออก 30% ด้วย

สุดท้าย Facebook ยังประกาศจะขยายบริการ Star หรือสกุลเงินบน Facebook ถ้าคุณนึกไม่ออก ให้นึกถึง “ถั่ว” บนแอปพลิเคชัน Bigo Live ซึ่ง Star จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน โดยแฟนๆ สามารถเปย์สตรีมเมอร์ ด้วยการส่ง Star ให้ระหว่างไลฟ์สดนั่นเอง ซึ่งบริการนี้จะเปิดตัวในประเทศ ออสเตรเลีย, แคนาดา, โคลัมเบีย, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิตาลี, สเปน, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, เปรู, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร รวมทั้งไทยด้วย

” Facebook อยากให้เหล่าผู้มีความสามารถได้สร้างคอนเทนต์บนสื่อออนไลน์ และสร้างรายได้ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์สอนฟิตเนส นักธุรกิจ นักกีฬา นักแสดงตลก หรือ สตรีมเมอร์ ถ้าคุณมีความสามารถคุณสามารถเปิดสร้างรายได้ และเชิญชวนแฟนคลับมาร่วมสนับสนุนผลงานของคุณได้ผ่านการไลฟ์สตรีม ซึ่งเราสัญญาว่าจะคอยปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และสนับสนุนบริการนี้ต่อไป

Dell Technologies เปิดตัว EMC PowerStore แพลตฟอร์มสตอเรจใหม่ ประสิทธิภาพสูง

เดลล์ เทคโนโลยีส์ (DELL Technologies) เปิดตัว “Dell EMC PowerStore” แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย (modern infrastructure platform) ซึ่งจะตอบโจทย์เทรนด์ the Next Data Decade มาพร้อมแมชชีน เลิร์นนิ่ง และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (intelligence automation) เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างรวดเร็วและทรงพลัง ในยุคที่ต้องเจอกับการเกิดขึ้นของข้อมูลมหาศาล และความท้าทายในการจัดการ (data era) ซึ่งมาพร้อม 5G และนวัตกรรมใหม่ต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
เนื้อหาสำคัญโดยสรุป
Dell EMC PowerStore ความเร็วที่สูงกว่าถึงเจ็ดเท่า พร้อมการตอบสนองที่เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับสตอเรจ อาเรย์ (storage arrays) ในระดับมิดเรนจ์ของ Dell EMC รุ่นก่อนหน้า
AppsOn คือฟังก์ชั่นใหม่ที่เป็นหนทางเดียวที่ช่วยให้เวอร์ชวลเวิร์กโหลดบน VMware และแอปพลิเคชั่น ซอฟต์แวร์สามารถทำงานโดยตรงบนอาเรย์ที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ (purpose-built array) เพื่อการเข้าถึงดาต้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และด้วยเวลาในการตอบสนอง (response times) ที่เร็วกว่าเดิม
เดลล์ อีเอ็มซี ฟิวเจอร์-พรูฟ โปรแกรม (Dell EMC Future-Proof Program) ได้รับการปรับขยายให้ครอบคลุมการอัพเกรดระบบในทุกเวลา (Anytime Upgrades) เพื่อให้ลูกค้ามีอิสระในการขยายโครงสร้างพื้นฐานตามการกำหนดและความต้องการของตัวเอง

แพลตฟอร์มที่จะตอบสนองการทำธุรกิจอย่างคล่องตัวในยุคดิจิทัล
นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า องค์กรธุรกิจในทุกวันสามารถใช้ประโยชน์จากการปฏิรูปทางดิจิทัล หากแต่ยังต้องต่อสู้กับปัญหาสำคัญสองประการ คือ จำนวนข้อมูลอันมหาศาลที่มีการสร้างขึ้นในแต่ละวัน และความกดดันที่เพิ่มขึ้นของระบบไอที ซึ่งต้องเรียบง่าย และมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 
Dell EMC PowerStore จึงได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถตอบสนองความต้องการใหม่เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลูกค้าบอกให้เราทราบว่าอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มเข้าสู่ขบวนการทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นได้นั้น มาจากการยื้อกันไปมาระหว่าง ปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นของเวิร์คโหลดที่ต้องได้รับการสนับสนุน (ทั้งจากแอปพลิเคชั่นแบบดั้งเดิม ไปจนถึงเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytics กับความเป็นจริงในเรื่องของข้อจำกัดด้านต้นทุน และความซับซ้อนของโครงสร้างไอทีที่มีอยู่เดิม 
-นายประหยัด รุ่งสมัยทอง ผู้อำนวยการฝ่าย Presales เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย-

ทั้งนี้ Dell EMC PowerStore ได้ผสานระบบอัตโนมัติ รวมทั้งเทคโนโลยีสำหรับยุคหน้าและสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนเข้าด้วยกัน เพื่อมอบโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้
โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยสำหรับยุคข้อมูล (Data Era)

องค์กรธุรกิจสามารถเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงประสิทธิภาพในการทำงานของแอปพลิเคชันได้ด้วย PowerStore ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีเสถียรภาพสูงในระดับ 99.9999% หรือที่เรียกว่า six-nines:
รองรับทุกเวิร์กโหลด: PowerStore ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเรียบง่ายด้วยการรองรับทั้งเวิร์กโหลดที่หลากหลายทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ ด้วยสถาปัตยกรรม สเกล-อัพ และ สเกล-เอาท์ รองรับทั้ง บล็อค (block) ไฟล์ และ VMware vVols
เพิ่มขีดความสามารถสูงสุดให้กับสมรรถนะในการทำงาน: PowerStore ทำงานเร็วกว่าถึงเจ็ดเท่าและสามารถตอบสนองได้ดีกว่า Dell EMC มิดเรนจ์ สตอเรจ อาเรย์ รุ่นก่อนหน้าถึงสามเท่า เนื่องมาจากการออกแบบการใช้งาน NVMe แบบ end-to-end และ การรองรับการเก็บข้อมูลแบบถาวรบนหน่วยความจำแบบ Storage Class Memory ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Intel® Optane™ SSD แบบดูอัล พอร์ต
ประสิทธิภาพที่ไม่ประนีประนอม: ลูกค้าสามารถประหยัดงบประมาณด้านไอทีและประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการลดข้อมูลซ้ำซ้อน และการบีบอัดในรูปแบบ always-on ตลอดจนการรับประกันการลดปริมาณข้อมูลแบบ 4:1 อย่างต่อเนื่อง
แมชชีน เลิร์นนิ่งและระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ช่วยให้ส่งมอบแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นโดยใช้เวลาของพนักงานน้อยลงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ในการบาลานซ์ปริมาณการทำงานของระบบ
โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถโปรแกรมได้ (Programmable Infrastructure): เพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาแอปพลิเคชั่น และลดระยะเวลาในการปรับใช้ (deployment) จากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที ด้วย VMware และการสนับสนุนสำหรับกรอบการจัดการและการประสานชั้นนำ ซึ่งรวมถึง Kubernetes, Ansible และ VMware vRealize Orchestrator
โครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติ (Autonomous Infrastructure): แมชชีน เลิร์นนิ่งที่บิลท์-อินช่วยกระบวนการที่ต้องใช้พลังในการทำงานอย่างมหาศาล (labour-intensive) โดยอัตโนมัติ อาทิ การกำหนดปริมาณ (volume) ขั้นต้น การไมเกรท การทำโหลดบาลานซ์ และการแก้ไขปัญหา
ข้อมูลเชิงลึกของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Insights): Dell EMC CloudIQ ซอฟต์แวร์การตรวจสอบและการวิเคราะห์ข้อมูล ผสานแมชชีน เลิร์นนิ่ง และความอัจฉริยะของมนุษย์ (human intelligence) เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานแบบเรียล-ไทม์ การวิเคราะห์สมรรถภาพ ไปจนถึงประวัติในการติดตาม (historical tracking) เพื่อการติดตามในมุมมองเดียวสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน Dell EMC ทั้งนี้ เดลล์ เทคโนโลยีส์จะบูรณาการ CloudIQ เข้ากับสายผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานทุกส่วนของเดลล์ เทคโนโลยีส์ เพื่อข้อมูลที่ได้ในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น
PowerStore ปฏิรูปการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ และช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขึ้นไปอีกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาไปในทิศทางเดียวกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา:
สถาปัตยกรรมบนพื้นฐานคอนเทนเนอร์ (Container-Based Architecture): PowerStoreOS มีสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์แบบ container-based  ที่ช่วยให้สามารถเคลื่อนย้าย สร้างมาตรฐาน และเร่งเวลาการออกสู่ตลาดของความสามารถใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว
เปิดตัว AppsON: สตอเรจ อาร์เรย์เพียงหนึ่งเดียวที่รวมเอา VMware ESXi Hypervisor ไว้ภายใน (built-in) ช่วยให้ผู้ดูแลระบบ (administrators) สามารถนำเอาแอปพลิเคชั่นมาใช้งาน (deploy) ได้โดยตรงบนอาเรย์เพื่อความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล ในฐานะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม AppsON เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเวิร์กโหลดที่เป็น data-intensive ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ (core) หรือที่พื้นที่ปลายทาง (edge) และแอปพลิเคชั่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน
การไมเกรทที่ง่ายดาย: ทูลส์ใหม่ภายใน PowerStore Manager wizard ช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินการไมเกรททุกอย่างทั้งหมดได้โดยอัตโนมัติด้วยการคลิกที่น้อยกว่าสิบครั้ง ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากตัวเลือกจำนวนมากที่เป็น non-disruptive ในการไมเกรทจากสตอเรจที่มีอยู่เดิม อาทิ Unity, SC, PS Series, VNX และ XtremIO
Dell EMC Future-Proof Program เพิ่มการอัพเกรดได้ในทุกเวลา
PowerStore อยู่ภายใต้โปรแกรมที่เรียกว่า Dell EMC Future-Proof Program ซึ่งให้ทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น ให้ความสามารถในการคาดการณ์การใช้งานล่วงหน้า อีกทั้งให้การคุ้มครองการลงทุนผ่านความสามารถในการอัพเกรดได้ทุกเวลา (Anytime Upgrades) โปรแกรมการอัพเกรดคอนโทรลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุดในอุตสาหกรรม
 ต่างจากโปรแกรมอัพเกรดคอนโทรลเลอร์อื่น ๆ ลูกค้าสามารถขยายหรือปรับเพิ่มประสิทธิภาพของ PowerStore ได้หลังจากระยะเวลา 180 วัน การผสานกันของการอัพเกรดได้ทุกเวลา (Anytime Upgrades) และสถาปัตยกรรมที่ปรับได้ของ Dell EMC PowerStore ทำให้การไมเกรทแพลตฟอร์มสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มอบความยืดหยุ่นให้กับคลาวด์ด้วย PowerStore
ลูกค้าสามารถใช้งาน (deploy) PowerStore ในรูปแบบที่สนองตอบต่อความต้องการทางธุรกิจและกลยุทธ์ทางด้านคลาวด์ขององค์กรได้เป็นอย่างดีที่สุด เนื่องด้วย
Dell Technologies Cloud Validated Designs สำหรับ PowerStore ออกแบบมาเพื่อการนำไปใช้งาน (deployment) ที่มีความยืดหยุ่นต่อเวิร์กโหลดที่ต้องการประสิทธิภาพในการทำงานสูงในสภาพแวดล้อมการทำงานของไฮบริด-คลาวด์
Dell EMC Cloud Storage Services สามารถเชื่อม PowerStore เข้ากับพับลิคคลาวด์สำคัญๆ ทั้งหมดได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) อาซัวร์ (Azure) และ กูเกิ้ล คลาวด์ (Google Cloud) ในรูปแบบการบริการการจัดการหนึ่ง ทั้งนี้ Cloud Storage Services ให้การกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติในรูปแบบการบริการ (DRaaS) ให้กับ VMware Cloud บน AWS
PowerStore สามารถนำมาใช้ (deploy) ในรูปแบบสตอเรจทางเลือกภายในโครงสร้างพื้นฐานแบบอัตโนมัติของ Dell EMC PowerOne ซึ่งช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงขององค์กรไปสู่การดำเนินงานที่เหมือนคลาวด์ให้เร็วยิ่งขึ้น
ความพร้อมในการวางขาย
Dell EMC PowerStore วางตลาดแล้วทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย และจะมาพร้อมกับทางเลือกสำหรับโครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติ PowerOne ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ในส่วนของมุมมองจากลูกค้า นักวิเคราะห์ และพันธมิตร มีดังต่อไปนี้
สตีเวน คูโอโว สถาปนิกด้านเทคโนโลยี คอร์ เทคโนโลยี เซอร์วิส กรุ๊ป บอสตัน ไซแอนทิฟิค กล่าวว่า “สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของ Dell EMC PowerStore ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าทรัพยากรของเราจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในขณะเดียวกันยังทำให้เรามั่นใจว่าเราได้รับการเตรียมความพร้อมในการปรับขยายขนาด (scale) ของระบบและตัวสตอเรจตามความต้องการ เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับศักยภาพที่ Dell EMC PowerStore เข้ามาช่วยในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของเรา”
เฮเธอร์ ฮิทช์คอค Chief Commercialisation Officer จาก MIC กล่าวว่า ที่ เมดิคอล อินฟอร์มาติคส์ คอร์ป. (MIC) เรื่องขนาดและความยืดหยุ่นคือสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของโซลูชันการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ทางคลินิกของเรา ความสามารถของ AppsON ที่เป็นนวัตกรรมของ Dell EMC PowerStore ช่วยให้เราสามารถคำนวณและจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรอยู่ภายในระบบเดียวทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเราง่ายขึ้นในขณะที่ช่วยลดพื้นที่การใช้งานสตอเรจโดยรวมของเรา และนี่คือฟีเจอร์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากเราช่วยให้โรงพยาบาลขยายพื้นที่ในการรองรับได้อย่างรวดเร็วและสร้างการตรวจสอบข้อมูลระยะไกลที่มียืดหยุ่นผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อต่างๆ ปัจจุบันผู้ให้บริการด้านสุขภาพของเรามีข้อมูลที่พวกเขาต้องการเพื่อแทรกแซงได้เร็วขึ้นและให้การดูแลที่มีคุณภาพได้จากทุกพื้นที่”  
เอริค เบอร์กีเนอร์ รองประธานด้านการวิจัย กลุ่มระบบโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์มและเทคโนโลยี ไอดีซี กล่าวว่า “ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ทันสมัย พวกเขาต้องตอบรับการใช้งานเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ช่วยขจัดความซับซ้อน และช่วยให้สามารถปรับเพิ่มขนาดระบบในการทำงานได้เมื่อต้องเผชิญกับการเติบโตของข้อมูลอย่างมหาศาล ด้วยการพัฒนา Dell EMC PowerStore ผ่านมุมมองที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นศูนย์กลาง (infrastructure-centric) บริษัทนั้นได้สร้างแพลตฟอร์มที่สามารถรับมือกับความท้าทายด้านไอทีในปัจจุบันในขณะที่มีความยืดหยุ่นและปรับขนาดได้เพียงพอที่จะรองรับความต้องการด้านไอทีในอนาคต”
เดมอนด์ ซุลลิแวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี คัมเบอร์แลนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า “การออกแบบ ระบบอัตโนมัติ และความยืดหยุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนของ Dell EMC PowerStore คือสิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบและการแข่งขัน (gamechangers) ให้กับสำหรับสถาปัตยกรรมสตอเรจทั้งสตอเรจในระดับกลาง (midrange) และสตอเรจที่เป็น external แพลตฟอร์มใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับเราในเซ็คเม้นท์ที่สำคัญของสตอเรจและเราคาดหวังที่ลูกค้าจะมองหา PowerStore เป็นสิ่งแรก
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ Dell EMC PowerStore เยี่ยมชมได้ที่ https://www.delltechnologies.com/en-sg/storage/powerstore-storage-appliance.htm
บล็อก: https://blog.dellemc.com/en-us/inside-dell-emc-powerstore-appson-delivers-groundbreaking-application-flexibility-mobility/
บล็อก: https://blog.dellemc.com/en-us/dell-emc-cloudiq-enabling-faster-time-to-insight/
บล็อก: https://blog.dellemc.com/en-us/future-proof-your-dell-emc-powerstore-investment-with-anytime-upgrades/
Twitter : https://twitter.com/DellTech
Facebook : https://www.facebook.com/DellTech.thailand/?brand_redir=989746657728543
YouTube : https://www.youtube.com/delltechnologies
LinkedIn : https://www.linkedin.com/company/delltechnologies/

ยลโฉมโน๊ตบุ๊คใหม่จาก ASUS สำหรับธุรกิจ และงานดีไซต์ ก่อนเปิดตัว 11 มิ.ย. ที่ไทย

ASUS เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ที่พร้อมเข้าไทยในวันที่ 11 มิ.ย.63 นี้ ซึ่งจะประกอบไปด้วยโน๊ตบุ๊ค 2 รุ่นด้วยกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างและสเปคจะเป็นอย่างไร เรามาดูความแตกต่างกัน
ASUS ExpertBook B9 หรือ B9450 : โน๊ตบุ๊คธุรกิจ ซีพียู Gen10 ระดับพรีเมี่ยม เบาสุดในโลก

สำหรับ ‘ASUS ExpertBook B9450’ คือโน๊ตบุ๊คสำหรับธุรกิจ ระดับพรีเมี่ยม จัดว่าเป็นตัวท็อปของ ASUS ในปีนี้เลยก็ว่าได้นอกจากจุดเด่นคือมีน้ำหนักแค่ 870 กรัม ยังมีแบตเตอรี่ถึกทน และยังมาพร้อมกับ ระบบสแกนลายนิ้วมือ อยู่ข้าง TouchPad และกล้อง IR Camera ใช้คู่กับ Windwos Hello สำหรับล็อกอินใช้ Window 10 ซึ่งยังมี Webcam Sheid สามารถเลื่อนปิดกล้องได้ ดีไซต์ตัวเครื่องขอบบาง 4 ด้าน สีดูเผินๆ อาจเหมือนเป็นสีดำพื้นๆ แต่ถ้าอยู่ในที่มืดจะรู้ทันทีว่าคือสี Midnight Blue หรือสีท้องฟ้ายามค่ำคืนนั่นเอง
ASUS ExpertBook B9450FA ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่วัยทำงานที่มีลักษณะการทำงานที่ออกนอกสถานที่บ่อยๆ จึงมีน้ำหนักเบา เพื่อให้สะดวกต่อการพกพา
สเปค
ดีไซต์ขอบบาง 4 ด้านความหนา 14.9 มิลลิเมตร
หน้าจอ 14 นิ้ว, แสดงผลที่ความละเอียด 1920 x 1080 (1080p)
ทำจากวัสดุพิเศษ แม็กนีเซียม ลิเทียม อัลลอย ที่มีน้ำหนักเบาและระบายความร้อนได้ดี
CPU Intel Core i5 10510U (น้ำหนัก 870 กก.) / Intel Core i7 – 10510U (น้ำหนัก 995 กรัม)
GPU: Intel UHD Graphics 620 
มีพอร์ต Thunder Bolt 3 (2 ช่อง) + HDMI + RJ45 micro HDMI +USB 3.1 + ไมค์ / หูฟัง + ช่องเสียบสายล็อกโน๊ตบุ๊ค
ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนได้
Wi-Fi6 AX ระยะเชื่อมต่อ Wi-Fi 300 เมตร
มี NumberPad 2.0 แสดงแป้นพิมพ์ตัวเลขบน Touch pad ปรับความสว่างได้ เปิด-ปิดได้
แรม : 16 GB DDR3L
ความจุ : 512 GB / 1TB / 2TB SSD (แบบคู่เพิ่มสูงสุด 4TB)
ความจุ แบตเตอรี่ ใช้ได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมง
ถึงน้ำหนักจะเบาแต่ไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอ ExpertBook B9450 ถูกจัดว่ามีความทนทานระดับ military-grade หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือ รองรับแรงกระแทก และในสภาวะความชื้นสูง หรือ อุณหภูมิสูง ได้อย่างดีเยี่ยม
ProArt StudioBook Series เพื่อชาวครีเอเตอร์

สำหรับ ProArt StudioBook Series จะมีด้วยกัน 5 รุ่นดีไซต์ให้มีความคงทนด้วยวัสดุหลักที่ใช้เหมือน รุ่น ExpertBook B9450 คือ แม็กนีเซียม ลิเทียม อัลลอย CPU Gen 9 ใช้การ์ด Quadro RTX ซึ่งมี AI ใช้วิเคราะห์ประมวลผล หน้าจอผ่านการรับรองจาก PANTONE Validated แสดงผล 4K UHD มีหน่วยวัดมาตรการแสดงผลหน้าจอ Delta E ต้ำกว่า 1 ทำให้การแสดงผลของสีไม่ผิดเพี้ยน ตัวท็อปของรุ่นนี้ก็คือ ProArt SudioBook One ซึ่งเราจะมาดูสเปคของรุ่นนี้กันว่ามีอะไรบ้าง
สเปค
หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด 3840×2160 แสดงผล 4K UHD / อัตราส่วน 16 : 9 / Corning Gorilla Glass 5 / ผ่านการรับรองระดับ PANTONE Validated
ซีพียู Intel Core i9 – 9980HK 
การ์ดจอ NVIDIA Quadro RTX 6000 ตัวท็อปรุ่นแรก
SSD 1 TB (เพิ่มได้ สูงสุด 4 TB)
ระบบระบายความร้อนแบบกระจาย
WLAN : Dual-band 2×2 Wi-Fi 5 ; Bluetooth 5.0
พอร์ต  Thunder Bolt 3 (3ช่อง) + Display Port 1.4 (40Gbps)+ DC-in
แรม 64 GB
แบตเตอรี่ 90 Wh
น้ำหนัก 2.9 กก. 
ProArt SudioBook One เหมาะสำหรับใช้งานดีไซต์ระดับ โปรนอกจากนี้ยังใช้ในการประมวลผลวิเคราะห์ในทางการแพทย์ได้ด้วย หรือใช้วิเคราะห์โครงสร้างสถาปัตยกรรม และการทำ 3D animation สามารถประมวลผลคลิปที่มีความละเอียด 8K ได้อย่างดีเยี่ยม ดีไซต์ขอบตัด และดูมีสไตล์ โฉบเฉี่ยวเท่ไม่ซ้ำใคร
นอกจากนี้ในซีรีย์เดียวกันยังประกอบไปด้วยอีก 4 รุ่นที่มีคุณสมบัติรองลงมา ทั้ง ProArt StudioBook Pro X / ProArt StudioBook Pro 15 / ProArt StudioBook Pro 17 และ ProArt StudioBook 15 H500GV
Desktop ProArt Station D9 พีซีตั้งโต๊ะเพื่อพื้นที่ของครีเอเตอร์

นอกจาก โน๊ตบุ๊คแล้ว ASUS ยังนำเสอนพีซีตั้งโต๊ะรุ่นใหม่ ซึ่งจัดอยู่ในรุ่นเดียวกับ ProArt ที่ดีไซต์แบบ Slim เครื่องเล็กไม่เกะกะโต๊ะทำงาน ซึ่งสเปคหลักๆ ก็จะประกอบด้วย
ซีพียู Intel Core i9-9900K
การ์ดจอ Nvidia GeFoce RTX 2080 TI / Quadro RTX 4000
แรม 64 GB
ความจุ 1 TB (เพิ่ม SSD ได้อีก 4 ตัว)
ระบบระบายความร้อนแบบ Hybrid พัดลม 4 ตัว
มีพอร์ต Thuderblot 3
และอื่นๆ
ทั้งหมดคือภาพรวมของโปรดักซ์ใหม่ของ ASUS คร่าวๆ ที่กำลังจะมีการเปิดตัวในไทยพร้อมกันอีก 1 เดือนกว่าๆ หรือก็คือ 11 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งรายละเอียดของราคาและสเปคอื่นๆ จะนำมาอัปเดตให้อีกที โปรดติดตามต่อไป

Zanroo.com เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทย เปิดผลสำรวจโซเชียลช่วง COVID-19 ย้ำชัดคนไทยกลัวตกงาน

ก่อนหน้านี้เราเคยรายงานอัปเดตสถานการณ์ COVID-19 โดย Zanroo.com เว็บ search engine สัญชาติไทยกันไปแล้ววันนี้ Zanroo ได้รวบรวมรายงานอัปเดต ไทม์ไลน์สถานการณ์ COVID-19 มาให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 6 -12 เม.ย. 63 ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง และ Social Network ให้ความสนใจหัวข้อใดมากที่สุดมาดูกัน 

ไทม์ไลน์ สถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในช่วง 6-12 เม.ย.63
นอกจากไทม์ไลน์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นแล้ว จากเทคโนโลยีการ search engine ของ Zanroo ยังได้ตรวจจับหัวข้อที่มีคนพิมพ์ค้นหาในเว็บไซต์ออกมาได้ด้วยเช่น “ห้องเดี่ยวไม่นอนรวม”, “5,000”, “อาหาร” หรือ “งบกลางหมด” และ “งบประมาณทางด้านสาธารณสุขสำคัญ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนสนใจเรื่องการดำเนินชีวิตระหว่างเกิดเหตุวิกฤต ควบคู่ไปกับความสนใจเรื่องมาตรการของรัฐไปพร้อมกัน

คำที่ถูกพูดถึง ที่น่าสนใจ และ #แฮชแท็ก ที่น่าสนใจใน Social network
ต่อไปมาดูเรื่องที่คนไทยกังวลมากที่สุดกันในขณะนี้ ซึ่งจากผลสำรวจพบว่ามี 34% เลยทีเดียวที่กังวลเรื่องการงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตกงาน การลดเงินเดือน การเลิกจ้าง และแนวโน้มการเลิกจ้างที่สูงขึ้น ดังนั้นจากผลสำรวจนี้ ภาครัฐควรให้ความใส่ใจลงมาดูแลประชาชนในส่วนนี้หน่อยเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นชาวบ้านจะอดตายกันหมด

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของรายงานที่เว็บไซต์ Zanroo รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 มาให้ทุกคนได้ดูกัน ซึ่งหากใครอยากเข้าไปอ่านกันแบบเต็มๆ สามารถได้ที่ เว็บ https://covid19.zanroo.com/ ได้ทุกสัปดาห์ 
นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถดาวน์โหลด Full Report PDF ได้ที่ https://bit.ly/2ydlpAp

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

รายงานข่าวจากงานสัมมนาออนไลน์ LIVE EVENT LINE FOR BUSINESS ภายใต้หัวข้อ “THAILAND NOW AND NEXT AFTER COVID-19 พฤติกรรมผู้บริโภคไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังสถานการณ์โควิด-19” โดยได้รับเกียรติจาก คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด, คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ, และ คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกกลุ่ม
คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค COVID-19 ว่า เป็นวิกฤตที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะสั้น ส่วนประเทศไทย นอกจากปัญหาโรคระบาด COVID-19 ยังประสบปัญหาอื่นๆ อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาสังคม รวมถึงสิ่งที่ผู้คนวิตกกังวลอย่างปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน ปัญหาหนี้สิน ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง และสิ่งสำคัญที่ตามมาคือ การนำเทคโนโลยีมาประกอบใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
คุณสมวลีกล่าวต่อว่า พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ประกอบกับเหตุการณ์วิกฤตที่ทำให้ต้องอยู่แต่ในบ้าน จึงทำให้การเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการต่างๆ เกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวเอเชีย 70% คุ้นเคยกับการเลือกใช้สินค้าแบรนด์ท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าของใช้ส่วนตัวและเครื่องดื่ม ที่ไม่ต้องขนส่งสินค้าจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลานานในการขนส่ง นอกจากนี้  ลูกค้า 63% เลือกซื้อสินค้าจากคุณภาพและสิ่งที่ได้รับจากสินค้านั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงราคา ส่วนเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ ก็คือ Auto Shopping Subscription สามารถสั่งซื้อล่วงหน้า ร่วมกับบริษัทขนส่ง Logistics จัดส่งสินค้าตามวันและเวลาที่ต้องการโดยอัตโนมัติ, การนำข้อมูลสินค้ามาให้ลูกค้าทดลองผ่านแอปพลิเคชันแทนการพูดคุยกับพนักงาน เช่น ทดลองเครื่องสำอางก่อนซื้อ
นอกจากนี้ คุณสมวลียังกล่าวว่า ในอนาคต Social Media จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้คนติดตามเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นในประเทศจีนที่สื่อออนไลน์กลายเป็นสื่อหลัก (Mainstream Media) สามารถเช็กข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ ดูโฆษณาเพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ได้เลย ซึ่งการซื้อขายสินค้าจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางออนไลน์นอกเหนือจากช่องทางออฟไลน์ ขยายพื้นที่ให้บริการลูกค้ามากขึ้น และร่วมมือกับทางบริษัทขนส่งเพื่อการส่งสินค้าที่รวดเร็วเช่นกัน
เทรนด์ที่เปลี่ยนไปบนแพลตฟอร์ม LINE ทั้งโทร สั่งอาหาร ช้อปปิ้ง
คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ LINE เล่าว่า อัตราการใช้แอปพลิเคชัน LINE นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ฟีเจอร์พื้นฐานอย่างการโทร LINE Call เพื่อติดต่อสื่อสาร, การซื้อ LINE Sticker ที่อิงกับเหตุการณ์ COVID-19 ซึ่งทาง LINE ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างการแชร์ภาพหน้าจอผ่าน LINE Desktop บนคอมพิวเตอร์ได้ รวมถึง LINE Official ประเทศไทยที่หันมานำเสนอข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19

คุณพฤทธิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการบริการเดลิเวอรี่ ทาง LINE ประเทศไทยจึงเปิดโอกาสให้ร้านอาหารสามารถสมัครเข้าร่วมกับ LINE Man แอปพลิเคชันส่งอาหารถึงบ้านผ่านแอปได้ทันที อนุมัติผลภายใน 1 วัน รวมถึงยอดผู้ซื้อสินค้าผ่าน LINE Shopping ที่เพิ่มขึ้น 68% ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยออเดอร์ละ 1,500 บาท และอัตราการใช้จ่ายผ่านร้านค้า My Shop บน Official Account ที่มีมากกว่า 9,000 ร้าน ยอดสั่งซื้อเพิ่มมากถึง 300% ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและ Rabbit LINE Pay เพิ่มขึ้น 30%

ยอดการค้นหาคอนเทนต์ LINE Today และ LINE TV เติบโตขึ้น
คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวถึงพฤติกรรมการเลือกคอนเทนต์ของผู้บริโภคว่า ปัจจุบันนี้ ผู้คนต้องการอ่านข่าวสารและความบันเทิงมากขึ้น และต้องการข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ LINE Today จึงร่วมมือกับสำนักข่าวและสื่ออื่นๆ รวม 260 แห่ง เพื่อนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล วิธีการปฏิบัติตัวในช่วง COVID-19 รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงต่างๆ เช่น คอนเทนต์รวมแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ส่วนเวลาที่มียอดผู้อ่าน LINE Today สูงสุด คือช่วง 1 ทุ่มและบ่าย 3 โมง เนื่องจากผู้อ่านส่วนมาก Work From Home มีเวลาพัก เวลาเลิกงานที่เร็วกว่าเดิม และยอดผู้อ่าน LINE Today ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็น 44 ล้านคน จากปี 2561 ที่มียอดผู้อ่าน 36 ล้านคน

ส่วน LINE TV มียอดค้นหาคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า รับชมผ่านทางหน้าจอใหญ่ เช่น Android TV, Apple TV, Chromecast เพิ่มขึ้น 42% สำหรับการรับชมร่วมกับสมาชิกในบ้าน และพบว่าระยะเวลาที่ใช้กับ LINE TV เพิ่มขึ้น 30% ทาง LINE TV จึงทำการจัดหมวดหมู่คอนเทนต์ใหม่ในชื่อ Enjoy at Home สำหรับผู้ที่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเริ่มดูอะไรดี ซึ่งมีทั้ง Y-Series, ละคร Sit-Com, ภาพยนตร์, การ์ตูนอนิเมชัน และรายการทีวี Re-Run โดย Y-Series มียอดชมจากเพศหญิงวัย 18-34 ปีเพิ่มขึ้น ยอดการรับชมอนิเมชันในเดือนมีนาคมเพิ่มจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ถึง 33% และยอดการรับชมเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ถึง 56%
ที่มา : www.facebook.com